วันอังคารที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

สุสานไตรลักษณ์ ( หลวงพ่อเกษม เขมโก ) เกจิอาจารย์ดังของจังหวัดลำปาง








หลวงพ่อเกษมเขมโก ท่านมีนามเดิมว่า เกษม มณีอรุณ เกิดเมื่อวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๕๕ ณ บ้านท่าเก๊าม่วง ริมแม่น้ำวัง อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง ท่านเป็นบุตรของเจ้าน้อยหนู และเจ้าแม่จ้อน ณ ลำปาง
ชีวิตช่วงก่อนบวชได้เรียนที่โรงเรียนบุญทวงศ์อนุกูล จนจบชั้นประถมปีที่ ๕ การศึกษาสามัญ ปี พ.ศ. ๒๔๖๖ แล้วบรรพชาเป็นครั้งแรก โดยการบวชหน้าไฟ อายุได้ ๑๒ ปี
เมื่ออายุได้ ๑๕ ปี บรรพชาเป็นสามเณรจำพรรษาที่วัดบุญยืน จนกระทั่งอายุได้ ๒๑ ปีจึงได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๕ โดยท่านเจ้าคุณพระธรรมจินดานายก เจ้าคณะจังหวัดลำปาง เป็นพระอุปัชฌาย์ หลังจากการอุปสมบทแล้ว ท่านได้เข้าเรียนภาษาบาลีและปริยัติธรรมจากสำนักวัดศรีล้อม วัดบุญวาทย์วิหาร วัดเชตวันและวัดเชียงราย ในจังหวัดลำปาง ท่านสอบได้นักธรรมเอก ในพ.ศ.๒๔๗๙ ขณะนั้นอายุได้ ๒๔ ปี และได้เรียนวิปัสสนากรรมฐานกับครูบาแก่น (พระอุบล สุมโน) อดีตเจ้าอาวาสวัดประตูป่อง ลำปาง
หลวงพ่อเกษมเขมโก ท่านได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดบุญยืนจนถึง พ.ศ. ๒๔๙๒ จึงได้ยื่นใบลาออกจากเจ้าอาวาส เพราะหลวงพ่อเกษมชอบความวิเวก จึงอาศัยอยู่ที่ศาลาวังทาน จากนั้นจึงย้ายไปอยู่ที่ป่าช้าแม่อาง แล้วกลับมาบำเพ็ญภาวนาที่ป่าช้าศาลาวังทานได้พรรษาหนึ่งก็ไปอยู่ป่าช้าบ้านนาป้อและกลับมาอยู่ประตูม่าห์(ประตูม้า-สุสานไตรลักษณ์ปัจจุบัน) ท่านอยู่ประตูม่าห์ในระยะหนึ่ง เจ้าคุณวัดเชียงรายได้มานิมนต์ให้ไปอยู่ที่วัดม่อนพยาแช่เพื่อนั่งหนักบูรณะปฏิสังขรณ์ศาสนวัตถุ การพัฒนาวัดต้องใช้เงินเป็นจำนวนมาก จึงได้มีการจัดทำเหรียญของท่านให้สาธารณชนบูชา
เสนาสนะต่างๆ ที่สร้างด้วยเงินบูชาวัตถุมงคลของหลวงพ่อเกษม มีจำนวนมาก เช่น กุฏิสงฆ์หอฉัน ห้องน้ำ-ส้วม แท็งก์เก็บน้ำฝน ศาลาจักรีวังสานุสรณ์ฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ ปี ห้องเก็บของกำแพงกั้นดินข้างห้วยและใน พ.ศ.๒๕๒๙ ได้จัดตั้งมูลนิธิการศึกษาหลวงพ่อเกษมเขมโก เพื่อช่วยเหลือเด็กในด้านการศึกษา
หลวงพ่อเกษมเขมโก ท่านมรณภาพเมื่อ พ.ศ.๒๕๓๘ และเก็บศพไว้ที่สำนักสงฆ์สุสานไตรลักษณ์ ประตูม้า ถนนลำปาง-แจ้ห่ม ต.เวียงเหนือ อ.เมือง จ.ลำปาง ในปัจจุบัน


                                                                   ดูแผนที่ขนาดใหญ่ขึ้น

วันจันทร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

โรงแรม ที่พัก จังหวัดลำปาง

โรงแรม ที่พัก จังหวัดลำปาง

"นั่งรถม้า กินปลาลำปาง" ครั้งที่ ๘



"นั่งรถม้า กินปลาลำปาง" ครั้งที่ ๘ 





     ด้วยจังหวัดลำปาง ร่วมกับ เทศบาลนครลำปาง และหน่วยงานกรมประมงจังหวัดลำปาง กำหนดจัดงานเทศกาลวันปลา "นั่งรถม้า กินปลาลำปาง" ครั้งที่ ๘ ประจำปี ๒๕๕๔  ระหว่างวันที่ ๙-๑๑ พฤษภาคม ๒๕๕๔ บริเวณข่วงนคร เทศบาลนครลำปาง
     การจัดงานครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ความรู้ด้านการประมง ส่งเสริมการบริโภคโปรตีนจากปลา และสนับสนุนการท่องเที่ยวจังหวัดลำปาง  โดยภายในงาน มีการนำเสนอนิทรรศการด้านการประมงและหน่วยงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ การจำหน่ายอาหารจากสัคว์น้ำ ปลดสด ผักปลอดสารพิษ การแข่งขันทำลาบปลานิล แข่งขันจับปลา แข่งขันกินปลา ประกวดร้องเพลงลูกทุ่ง และการประกวดแดนเซอร์
     จึงขอเชิญชวนเที่ยวงานเทศกาลวันปลา ครั้งที่ ๙ ระหว่างวันที่ ๙-๑๑ พฤษภาคม ๒๕๕๔ บริเวณข่วงนคร

ข้อมูลด้านท่องเที่ยว จังหวัดลำปาง

ข้อมูลด้านท่องเที่ยว
จังหวัดลำปางเป็นจังหวัดที่ตั้งอยู่ในภาคเหนือตอนบน สภาพภูมิประเทศเป็นขุนเขาทอดยาวจากเหนือจรดใต้
ตอนกลางของจังหวัดเป็นแอ่งที่ราบลุ่มลำน้ำวัง เป็นที่ตั้งของเวียงเล็กเวียงน้อย ทับซ้อนกันกว่า 1,300 ปีแล้ว หรือเกิดร่วมยุคร่วมสมัยกับเมืองหริภุญไชย หรือจังหวัดลำพูน ในยุคปัจจุบัน จากสภาพภูมิประเทศ ของจังหวัด ประกอบกับเป็นเมืองเก่าแก่มาร่วม 1,300 ปี จึงทำให้จังหวัดลำปางเป็นจังหวัดที่มีแหล่งท่องเที่ยวมากมาย ให้นักท่องเที่ยวได้มาศึกษาหาความรู้ และมา พักผ่อนหย่อนใจ ทั้งแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ และแหล่งท่องเที่ยวทางด้าน โบราณสถาน โบราณวัตถุ โดยแหล่งท่องเที่ยวทาง ธรรมชาติจะมีทั้งป่าไม้ ขอบเขตอุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน อุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล ที่ยังคงมีความอุดมสมบูรณ์ เป็นแหล่งต้นน้ำลำธารที่สำคัญ ที่รักษาระบบนิเวศวิทยา และหล่อเลี้ยงชีวิตความเป็นอยู่ของชาวจังหวัดลำปาง มาตราบเท่าทุกวันนี้  มีถ้ำ น้ำตก น้ำพุร้อนและขุนเขา ที่ยืนตระหง่านรอให้ นักท่องเที่ยวได้เข้ามา ศึกษาและเยี่ยมชม ในส่วนของแหล่งท่องเที่ยว ทางด้านโบราณสถาน และโบราณวัตถุจังหวัดลำปาง มีหลายแห่งซึ่งหลากหลาย โดยแต่ละแห่งจะแสดง ถึงประวัติศาสตร์และความเป็นอยู่ ของชาวจังหวัด ลำปางในแต่ละยุค แต่ละสมัย ทั้งวิถีชีวิตขนบธรรมเนียมประเพณี ตลอดจน ศิลปวัฒนธรรมที่สืบทอด กันมายาวนานจนถึงปัจจุบัน เช่นวัดพระธาตุ ลำปางหลวง วัดไหล่หิน และวัดที่มีการผสมผสานของศิลปะแบบล้านนา กับสถาปัตยกรรม ของพม่าจนได้ชื่อว่าเป็นดินแดนที่มีวัด และอาคารบ้านเรือน ตามแบบสถาปัตยกรรมพม่ามากที่สุดในประเทศไทย เป็นต้น

นอกจากนี้จังหวัดลำปางยังคงความเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่น โดยนำรถม้า เป็นพาหนะในการรับส่งผู้โดยสารมากว่า 80 ปีแล้ว ปัจจุบันยังคงใช้เป็นพาหนะ ให้บริการนำนักท่องเที่ยวนั่งเยี่ยมชมสถานที่สำคัญของจังหวัดลำปาง ในบรรยากาศย้อนยุคที่หลงเหลือ มาตราบเท่าทุกวันนี้

ประวัตินครลำปาง


ประวัตินครลำปาง
ประวัติศาสตร์นครลำปาง











จังหวัดลำปาง เป็นจังหวัดที่มีความเก่าแก่และมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์มาแล้วไม่น้อยกว่า 1,300 ปี ตั้งแต่สมัยหริภุญชัย (พระนางจามเทวี) เป็นต้นมา คือ ราวพุทธศตวรรษที่ 13 ชื่อของเมืองเขลางค์อันเป็นเมืองในยุคแรก ๆ และเมืองนครลำปาง ปรากฏอยู่ในหลักฐานทางประวัติศาสตร์หลายแห่ง ทั้งจากตำนานศิลาจารึกพงศาวดาร และจากคำที่นิยมเรียกกันโดยทั่วไปอย่างแพร่หลาย ได้แก่ตำนานจามเทวี ชินกาลบาลีปกรณ์ ตำนานมูลศาสนา ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ ตำนานเจ้าเจ็ดตน พงศาวดารโยนก
คำว่า '"ละกอน" หรือ "ละคร" (นคร) เป็นชื่อสามัญของเมืองเขลางค์ที่นิยมเรียกกันอย่างแพร่หลาย ทั้งในตำนานและภาษาพูดโดยทั่วไป แม้แต่จังหวัดใกล้เคียงเช่น แพร่ น่าน เชียงราย ลำพูน เชียงใหม่ มักจะเรียกชาวลำปางว่า "จาวละกอน" ซึ่งหมายถึง ชาวนคร คำว่าละกอนมีชื่อทางภาษาบาลีว่า เรียกว่า "เขลางค์ "เช่นเดียวกับ ละพูรหรือลำพูน ซึ่งทางภาษาบาลีเรียกว่า "หริภุญชัย"และเรียกลำปางว่า "ลัมภกัปปะ" ดังนั้น เมืองละกอนจึงหมายถึง บริเวณอันเป็นที่ตั้งของเมืองเขลางค์ คือเมืองโบราณรูปหอยสังข์ ซึ่งตั้งอยู่บริเวณฝั่งตะวันตกของแม่น้ำวัง อยู่ในตำบลเวียงเหนือ อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง
ส่วนคำว่า"ลำปาง" เป็นชื่อที่ปรากฎหลักฐานอย่างชัดแจ้งในตำนานพระธาตุลำปางหลวง ซึ่งมีชื่อเรียกเป็นภาษาบาลีว่า "ลัมภกัปปนคร" ตั้งอยู่บริเวณลำปางหลวง อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง อยู่ห่างจากตัวเมืองลำปางไปทางทิศใต้ตามแม่น้ำวังประมาณ 16 กิโลเมตร อันเป็นที่ตั้งของวัดพระธาตุลำปางหลวงในปัจจุบัน ตัวเมืองลัมภกัปปนครมีพื้นที่ประมาณ 200 ไร่
ลักษณะของเมือง ศึกษาดูจากภาพถ่ายทางอากาศและการเดินสำรวจทางภาคพื้นดิน พบว่ามีคันคูล้อมรอบ 3 ชั้น (แต่ปัจจุบันเหลือเพียงบางส่วนเท่านั้น) นอกจากนี้พบเศษกระเบื้อง ภาชนะดินเผา เศียรพระพุทธรูปดินเผาสมัยหริภุญชัยและสถูปแบบสมัยหริภุญชัย สันนิษบานว่าเมืองลัมภกัปปะนี้น่าจะเป็นเมืองกัลปนาสงฆ์ (เมืองทางศาสนา) มากกว่าจะเป็นเมืองทางอาณาจักรที่มีอำนาจทางการปกครองบ้านเมืองอย่างเป็นระเบียบแบบแผน
ตามตำนาน วัดพระธาตุลำปางหลาง (ฉบับสาขาสมาคม เพื่อการรักษาสมบัติวัฒนธรรมประจำจังหวัดลำปาง) ได้กล่าวถึงเรื่องราวของเมืองลำปางไว้ว่า
"
พระพุทธเจ้าได้เสด็จด้วยลำดับบ้านใหญ่เมืองน้อย ทั้งหลาย พระพุทธเจ้าไปรอดบ้านอันหนึ่งชื่อ ลัมพการีวัน พระพุทธเจ้านั่งอยู่เหนือดอยม่อนน้อย สูงสะหน่อย ยังมีลัวะ ชื่ออ้ายคอน มันหันพระพุทธเจ้า เอาน้ำผึ้งใส่กระบอกไม้ป้างมาหื้อทานแก่พระพุทธเจ้า กับหมากพ้าว 4 ลูก พระพุทธเจ้ายื่นบอกน้ำเผิ้งหื้อแก่มหาอานนท์ถอกตกปากบาตร พระพุทธเจ้าฉันแล้ว ชัดบอกไม้ไปตกหนเหนือ แล้วพระพุทธเจ้าทำนายว่า สถานที่นี้จักเป็นเมืองอันหนึ่งชื่อ "ลัมภางค์"
ดังนั้นนามเมืองลำปาง จึงหมายถึงชื่อของเมืองอันเป็นที่ตั้งของพระธาตุลำปางหลวงในปัจจุบัน
จังหวัดลำปางเดิมชื่อ "เมืองนครลำปาง" จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ได้ระบุไว้อย่างชัดเจน ได้แก่ ศิลาจารึก เลขทะเบียน ลป.1 จารึกเจ้าหมื่นคำเพชรเมื่อ พ.ศ.2019 และศิลาจารึกเลขทะเบียน ลป.2 จารึกเจ้าหาญสีทัต ได้จารึกชื่อเมืองนี้ว่า "ลคอร" ส่วนตำนานชินกาลมารีปกรณ์ ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ ตำนานเมืองเชียงแสน ตลอดจนพงศาวดารของทางฝ่ายเหนือ ก็ล้วนแล้วแต่เรียกชื่อว่า เมืองนครลำปาง แม้แต่เอกสารทางราชการสมัยรัตนโกสินตอนต้น ก็เรียกเจ้าเมืองว่า พระยานครลำปาง นอกจากนี้จารึกประตูพระอุโบสถวัดบุญวาทย์วิหาร ก็ยังมีข้อความตอนหนึ่งจารึกว่า เมืองนครลำปาง แต่เมื่อมีการปฏิรูปบ้านเมืองจากมณฑลเทศาภิบาลเป็นจังหวัด ตามคำสั่งของกระทรวงมหาดไทย ลงวันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2459 ปรากฏว่า ชื่อของเมืองนครลำปาง ได้กลายมาเป็นจังหวัดลำปาง มาจนกระทั่งทุกวันนี้